← กลับไปหน้าโครงการ

สรุปมิติห้าด้านของผลกระทบ

Sport Hub Community

มิติห้าด้านของผลกระทบอะไรใครเท่าไรการมีส่วนร่วมของเราต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นความเสี่ยง

ชื่อโครงการ : Sport Hub Community ธุรกิจเพื่อสังคมที่ใช้กีฬาเพื่อพัฒนาเด็กและสร้างรายได้ให้ชุมชน มุ่งสร้างพื้นที่แห่งโอกาสเพื่อให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการพัฒนาศักยภาพผ่านกีฬา ควบคู่ไปกับการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ยั่งยืนให้แก่คนในชุมชนMission (พันธกิจ) :- จัดหาโปรแกรมฝึกซ้อมกีฬามาตรฐานในราคาที่เข้าถึงได้หรือฟรีสำหรับเยาวชนขาดแคลนทุนทรัพย์- สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่คนในชุมชนผ่านการเป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอน การจัดการสนาม และการจำหน่ายสินค้าบริการในพื้นที่โครงการ- ใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้กับคนทุกช่วงวัย2. Social Problem & Background (ปัญหาและที่มา)ปัญหาสังคมคืออะไรความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการพัฒนาทักษะชีวิตและกีฬาของเยาวชน รวมถึงปัญหาความยากจนและขาดโอกาสทางอาชีพในระดับชุมชนปัญหานี้เกิดขึ้นที่ไหนชุมชนแออัดในเขตเมือง และพื้นที่ห่างไกลที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาน้อยใครได้รับผลกระทบเด็กและเยาวชน : ขาดพื้นที่ปลอดภัยในการทำกิจกรรม เสี่ยงต่อปัญหายาเสพติด พฤติกรรมเนือยนิ่ง (SedentaryLifestyle) และภาวะโรคอ้วนคนในชุมชน : ขาดรายได้เสริมและทักษะในการประกอบอาชีพที่มั่นคงมีข้อมูลหรือหลักฐานสนับสนุนหรือไม่- รายงานจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าครัวเรือนในกลุ่มรายได้น้อยมักไม่สามารถส่งบุตรหลานไปเรียนพิเศษหรือสถาบันกีฬาเอกชนได้เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงเหตุใดปัญหานี้จึงสำคัญหากเยาวชนขาดการพัฒนาและชุมชนไม่มีรายได้ จะนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว เช่น อาชญากรรมความยากจนข้ามรุ่น และภาระด้านสาธารณสุขของรัฐ3. Root Cause Analysis (Problem Tree)เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนตามแนวทางของ Problem Tree เราได้จำแนกปัจจัยต่างๆ ดังนี้Root Causes (สาเหตุ)ส่วนของราก (Roots) คือปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงให้เกิดปัญหาหลัก สำหรับโครงการ Sport Hub Communityเราสามารถวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกได้เป็น 4 ด้านหลักดังนี้1) ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและพื้นที่ (Structural & Spatial Constraints)- การบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะไม่มีประสิทธิภาพ : พื้นที่ในชุมชนแออัดมีจำกัดและมักถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือปล่อยทิ้งร้างจนกลายเป็นจุดอับสายตาและแหล่งมั่วสุม ทำให้เด็กไม่มี พื้นที่ปลอดภัย (Safe Space)ในการออกกำลังกาย- ความเหลื่อมล้ำของการกระจายโครงสร้างพื้นฐาน : สนามกีฬาที่มีมาตรฐานมักตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นในหรือต้องเสียค่าบริการสูง ทำให้คนในชุมชนฐานรากเข้าไม่ถึง2) อุปสรรคทางเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Economic Barriers & Hidden Costs)- กีฬากลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย : การฝึกซ้อมกีฬาในระดับที่พัฒนาทักษะได้จริง (Professional Coaching)มีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่าเรียน อุปกรณ์ และค่าเดินทาง ซึ่งเกินกำลังของครอบครัวที่มีรายได้น้อย- วงจรความยากจน (Poverty Cycle) : พ่อแม่ผู้ปกครองต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำมาหากิน ทำให้ไม่มีเวลาหรือทุนทรัพย์ในการสนับสนุนกิจกรรมนอกเวลาเรียนของบุตรหลาน3) การขาดแคลนโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงชุมชน (Lack of Community-Based Business Models)- ขาดตัวกลางในการสร้างรายได้ : ในชุมชนมีทรัพยากร (เช่น ผู้ใหญ่ที่มีทักษะฝีมือ หรือคนว่างงาน) แต่ไม่มีระบบที่เชื่อมโยงทักษะเหล่านี้เข้ากับกิจกรรมกีฬาเพื่อสร้างเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน- การพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว : กิจกรรมในชุมชนส่วนใหญ่มักเป็นโครงการระยะสั้นที่รอรับเงินอุดหนุน เมื่อหมดงบโครงการก็จบไป (Lack of Sustainability) ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่เลี้ยงตัวเองได้4) ช่องว่างด้านโอกาสและค่านิยมทางสังคม (Social Opportunity Gaps)- ขาดต้นแบบและเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน : เยาวชนในชุมชนมองไม่เห็นว่ากีฬาจะกลายเป็นอาชีพหรือช่องทางยกระดับฐานะได้อย่างไร (Career Path) ทำให้ขาดแรงจูงใจในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง- สภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อปัจจัยลบ : เมื่อไม่มีกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เข้าถึงง่าย เด็กจึงมีแนวโน้มที่จะถูกดึงดูดเข้าสู่กลุ่มอบายมุขหรือยาเสพติดได้ง่ายขึ้น- รายงานจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่าครัวเรือนในกลุ่มรายได้น้อยมักไม่สามารถส่งบุตรหลานไปเรียนพิเศษหรือสถาบันกีฬาเอกชนได้เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงเหตุใดปัญหานี้จึงสำคัญหากเยาวชนขาดการพัฒนาและชุมชนไม่มีรายได้ จะนำไปสู่ปัญหาสังคมในระยะยาว เช่น อาชญากรรมความยากจนข้ามรุ่น และภาระด้านสาธารณสุขของรัฐ3. Root Cause Analysis (Problem Tree)เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนตามแนวทางของ Problem Tree เราได้จำแนกปัจจัยต่างๆ ดังนี้Root Causes (สาเหตุ)ส่วนของราก (Roots) คือปัจจัยที่ส่งผลโดยตรงให้เกิดปัญหาหลัก สำหรับโครงการ Sport Hub Communityเราสามารถวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกได้เป็น 4 ด้านหลักดังนี้1) ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและพื้นที่ (Structural & Spatial Constraints)- การบริหารจัดการพื้นที่สาธารณะไม่มีประสิทธิภาพ : พื้นที่ในชุมชนแออัดมีจำกัดและมักถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ หรือปล่อยทิ้งร้างจนกลายเป็นจุดอับสายตาและแหล่งมั่วสุม ทำให้เด็กไม่มี พื้นที่ปลอดภัย (Safe Space)ในการออกกำลังกาย- ความเหลื่อมล้ำของการกระจายโครงสร้างพื้นฐาน : สนามกีฬาที่มีมาตรฐานมักตั้งอยู่ในเขตเมืองชั้นในหรือต้องเสียค่าบริการสูง ทำให้คนในชุมชนฐานรากเข้าไม่ถึง2) อุปสรรคทางเศรษฐกิจและค่าใช้จ่ายแอบแฝง (Economic Barriers & Hidden Costs)- กีฬากลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย : การฝึกซ้อมกีฬาในระดับที่พัฒนาทักษะได้จริง (Professional Coaching)มีค่าใช้จ่ายสูง ทั้งค่าเรียน อุปกรณ์ และค่าเดินทาง ซึ่งเกินกำลังของครอบครัวที่มีรายได้น้อย- วงจรความยากจน (Poverty Cycle) : พ่อแม่ผู้ปกครองต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำมาหากิน ทำให้ไม่มีเวลาหรือทุนทรัพย์ในการสนับสนุนกิจกรรมนอกเวลาเรียนของบุตรหลาน3) การขาดแคลนโมเดลธุรกิจที่เชื่อมโยงชุมชน (Lack of Community-Based Business Models)- ขาดตัวกลางในการสร้างรายได้ : ในชุมชนมีทรัพยากร (เช่น ผู้ใหญ่ที่มีทักษะฝีมือ หรือคนว่างงาน) แต่ไม่มีระบบที่เชื่อมโยงทักษะเหล่านี้เข้ากับกิจกรรมกีฬาเพื่อสร้างเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน- การพึ่งพางบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว : กิจกรรมในชุมชนส่วนใหญ่มักเป็นโครงการระยะสั้นที่รอรับเงินอุดหนุน เมื่อหมดงบโครงการก็จบไป (Lack of Sustainability) ไม่ได้ถูกสร้างให้เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่เลี้ยงตัวเองได้4) ช่องว่างด้านโอกาสและค่านิยมทางสังคม (Social Opportunity Gaps)- ขาดต้นแบบและเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน : เยาวชนในชุมชนมองไม่เห็นว่ากีฬาจะกลายเป็นอาชีพหรือช่องทางยกระดับฐานะได้อย่างไร (Career Path) ทำให้ขาดแรงจูงใจในการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง- สภาพแวดล้อมที่เสี่ยงต่อปัจจัยลบ : เมื่อไม่มีกิจกรรมสร้างสรรค์ที่เข้าถึงง่าย เด็กจึงมีแนวโน้มที่จะถูกดึงดูดเข้าสู่กลุ่มอบายมุขหรือยาเสพติดได้ง่ายขึ้นCore Problem (ปัญหาหลัก) : เยาวชนในชุมชนขาดพื้นที่และโอกาสในการพัฒนาตนเองผ่านกีฬา และคนในท้องถิ่นขาดช่องทางสร้างรายได้ที่ยั่งยืนSymptoms (อาการที่เกิดขึ้น) : เด็กใช้เวลาหน้าจอนานเกินไป, มีปัญหาทะเลาะวิวาทในพื้นที่, ชุมชนซบเซาไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจEffects (ผลกระทบ)- เยาวชนเสียโอกาสในการก้าวสู่ระดับอาชีพหรือการได้รับทุนการศึกษา- ปัญหาสุขภาพจิตและสุขภาพกายของคนในชุมชนแย่ลง- ความเหลื่อมล้ำทางสังคมกว้างขึ้น4. ผลลัพธ์ที่คาดหวัง (Expected Outcomes)- เรากำลังจะแก้ปัญหาอะไร : เรากำลังแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสของเยาวชนและปัญหาปากท้องของคนในชุมชน- ทำไมจึงเลือกปัญหานี้ : เพราะเชื่อว่ากีฬาคือเครื่องมือสร้างวินัยและโอกาสชีวิต โดยใช้รูปแบบ SocialEnterprise เพื่อให้โครงการอยู่รอดได้ด้วยตัวเองและสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนทำไมเราถึงมองว่านี่คือสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากการวิเคราะห์ผ่าน Problem Tree เราพบว่าปัญหาเด็กติดเกมหรือปัญหายาเสพติด เป็นเพียง Symptoms (อาการ) หรือ Effects (ผลกระทบ) เท่านั้น แต่สาเหตุที่แท้จริง คือ การขาดการเข้าถึงพื้นที่และโอกาสที่เท่าเทียม และความไม่ยั่งยืนทางการเงินของกิจกรรมชุมชน ดังนั้นโครงการ Sport Hub Community จึงไม่ได้สร้างแค่สนามบอล แต่เรากำลังเข้าไปแก้ที่ RootCauses โดยการสร้างระบบธุรกิจที่ทำให้พื้นที่นั้นมีงบประมาณดูแลตัวเองและสร้างอาชีพให้คนในพื้นที่ไปพร้อมๆกัน และเหตุผลที่ ทำไมต้องทำโครงการนี้ เพราะเราเลือกแก้ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงโอกาสของเยาวชน เพราะเราเชื่อว่า 'กีฬา' ไม่ใช่แค่การออกกำลังกาย แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างวินัยและสร้างโอกาสในชีวิตขณะเดียวกัน เราได้ใช้รูปแบบ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) มาสร้างจุดแข็งด้วยการดึงคนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหาปากท้องไปพร้อมกัน ทำให้โครงการนี้สามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเองและสร้างการกำหนดดัชนีชี้วัดผลสำเร็จ (Key Performance Indicators: KPIs) สามารถแก้ปัญหาที่รากเหง้า (Root Causes) และลดผลกระทบ (Effects) ที่ระบุไว้ใน Problem Tree ได้จริงนี่คือดัชนีชี้วัดผลสำเร็จที่แบ่งตามมิติต่างๆ1. ดัชนีชี้วัดด้านผลกระทบทางสังคม (Social Impact KPIs)วัดความสำเร็จในการแก้ปัญหาเยาวชนและสุขภาวะตามที่ระบุใน Core Problem และ Symptoms :- อัตราการเข้าถึงพื้นที่ปลอดภัย: จำนวนเยาวชนในชุมชนกลุ่มเป้าหมายที่เข้าร่วมกิจกรรมอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อวัดว่าโครงการกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยได้จริงหรือไม่- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเชิงบวก: ร้อยละของเยาวชนที่มีพัฒนาการด้านระเบียบวินัยและการทำงานเป็นทีมผ่านการประเมินโดยโค้ชและผู้ปกครอง- ด้านสุขภาพกาย: ร้อยละของเด็กในโครงการที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเพิ่มขึ้น หรือมีสมรรถภาพทางกายที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนเริ่มโครงการ- การลดปัจจัยเสี่ยงในชุมชน: จำนวนสถิติการร้องเรียนเรื่องการมั่วสุมหรือปัญหายาเสพติดในพื้นที่รอบโครงการลดลง (สะท้อนการแก้ปัญหาที่ Symptoms)2. ดัชนีชี้วัดด้านเศรษฐกิจชุมชน (Economic Impact KPIs)วัดความสำเร็จในการสร้างรายได้และแก้ปัญหาความยากจนที่เป็นหนึ่งใน Root Causes :- การจ้างงานท้องถิ่น : จำนวนคนในชุมชนที่ได้รับการจ้างงานเป็นพนักงานสนาม ผู้ช่วยโค้ช หรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย- รายได้เสริมของครัวเรือน : ร้อยละเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยของกลุ่มแม่บ้านหรือร้านค้าในชุมชนที่นำสินค้ามาวางจำหน่ายในพื้นที่โครงการ- การพัฒนาทักษะอาชีพ: จำนวนคนในชุมชนที่ผ่านการอบรมทักษะการบริหารจัดการธุรกิจกีฬาหรือการเป็นผู้ฝึกสอนมืออาชีพ3. ดัชนีชี้วัดด้านความยั่งยืนของโครงการ (Sustainability KPIs)วัดว่าโมเดลธุรกิจสามารถเลี้ยงตัวเองได้ตามวัตถุประสงค์ของ Social Enterprise :- อัตราการพึ่งพาตนเอง (Self-sufficiency Ratio): สัดส่วนรายได้ที่เกิดจากธุรกิจ (เช่น ค่าเช่าสนาม, ค่าเรียนระดับพรีเมียม) ต่อค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด โดยมีเป้าหมายให้พึ่งพาเงินบริจาคน้อยลงเรื่อย อัตราการรักษาสมาชิก (Retention Rate): ร้อยละของผู้ใช้บริการทั่วไป (กลุ่มที่จ่ายราคาปกติ) ที่กลับมาใช้บริการซ้ำ เพื่อยืนยันว่าบริการมีคุณภาพและแข่งขันในตลาดได้เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการของเราแก้ปัญหาได้ตรงจุด เราจึงไม่ได้วัดแค่จำนวนคนที่มาใช้สนามเท่านั้น แต่เราวัดไปถึงSocial Impact ที่เกิดขึ้นกับเด็กจริงๆ เช่น การลดลงของพฤติกรรมเสี่ยง (Symptoms) และวัดความยั่งยืนทางการเงินที่เรานำรายได้จากโมเดลธุรกิจมาอุดหนุนโอกาสให้กับคนขาดแคลน เพื่อเป็นการแก้ปัญหาที่ Root Causesเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจตามที่เราได้วิเคราะห์ไว้ในรายงานฉบับนี้เพื่อให้โครงการ “Sport Hub Community” สามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืนตามหลักการของSocial Enterprise (ธุรกิจเพื่อสังคม) เราต้องออกแบบโมเดลธุรกิจที่สมดุลระหว่าง ผลกำไรทางธุรกิจ และผลกระทบทางสังคม นี่คือแนวทางการออกแบบโมเดลธุรกิจเพื่อให้โครงการนี้อยู่รอดและสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนBusiness Model : Hybrid Sport-Community Ecosystem1. แหล่งรายได้ (Revenue Streams)เพื่อให้โครงการมีเงินหมุนเวียนโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณบริจาคเพียงอย่างเดียว เราจะใช้โมเดลรายได้แบบผสมผสานดังนี้• โมเดลการเรียนแบบ Tiered Pricing (การอุดหนุนข้ามกลุ่ม) :- เปิดสอนคลาสกีฬาคุณภาพสูงให้กับบุคคลทั่วไปหรือเด็กจากครอบครัวที่มีกำลังซื้อในราคาตลาด- นำกำไรจากส่วนนี้มาสนับสนุนเป็นทุนการศึกษา หรือคลาสฟรี ให้กับเด็กขาดแคลนในชุมชน• การบริหารจัดการพื้นที่ (Facility Management) :- เปิดให้เช่าสนามในช่วงเวลาที่ไม่มีคลาสสอน (Off-peak hours) สำหรับกลุ่มวัยทำงานหรือคนทั่วไปที่ต้องการใช้สนาม- พื้นที่เช่าสำหรับร้านค้าขนาดเล็กให้คนในชุมชนเข้ามาขายอาหาร เครื่องดื่ม หรืออุปกรณ์กีฬาพื้นบ้าน• การจัดกิจกรรมและทัวร์นาเมนต์ (Event Hosting) :- จัดงานแข่งขันกีฬาในระดับชุมชนหรือระดับเขต โดยเก็บค่าสมัครและหาผู้สนับสนุน (Sponsors) จากธุรกิจในท้องถิ่น• สินค้าแบรนด์ชุมชน (Merchandise) :- ผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ระลึก เช่น เสื้อกีฬาที่ออกแบบโดยเด็กในโครงการ หรือสินค้าแฮนด์เมดจากกลุ่มแม่บ้านในชุม การสร้างมูลค่าร่วม (Shared Value Creation)โมเดลนี้จะช่วยแก้ปัญหาที่ Root Causes ซึ่งเราวิเคราะห์ไว้ก่อนหน้านี้:• ด้านการจ้างงาน : เปลี่ยนคนในชุมชนจาก ผู้รับความช่วยเหลือเป็นพนักงาน หุ้นส่วน เช่น ฝึกอบรมวัยรุ่นในพื้นที่ให้เป็นผู้ช่วยโค้ช หรือจ้างงานกลุ่มผู้สูงอายุมาดูแลความเรียบร้อยและงานธุรการ• ด้านทักษะอาชีพ : สนามกีฬาจะกลายเป็นศูนย์บ่มเพาะทักษะ ไม่ใช่แค่ทักษะกีฬาแต่รวมถึงทักษะการบริหารจัดการธุรกิจกีฬาเบื้องต้นให้กับเยาวชน3. พันธมิตรทางธุรกิจ (Key Partnerships)• บริษัทเอกชน (CSR Partnership) : นำเสนอโมเดลให้บริษัทใหญ่ๆ เข้ามาสนับสนุนในรูปแบบการสร้างสนาม หรือมอบอุปกรณ์กีฬา เพื่อแลกกับพื้นที่โฆษณาหรือสิทธิในการทำกิจกรรม CSR ร่วมกับชุมชน• โรงเรียนท้องถิ่น : ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ในการใช้เป็นสถานที่เรียนวิชาพลศึกษาหรือกิจกรรมหลังเลิกเรียน เพื่อสร้างฐานผู้ใช้งานที่แน่นอนเรามั่นใจได้ว่าธุรกิจนี้จะไปได้ เพราะเราใช้หลักการ Cross-Subsidization หรือการนำกำไรจากกลุ่มลูกค้าทั่วไปที่มีกำลังซื้อ มาอุดหนุนกลุ่มเป้าหมายทางสังคม ทำให้โครงการไม่ต้องพึ่งพายอดบริจาคเพียงอย่างเดียวนอกจากนี้ เรายังลดต้นทุนการดำเนินงานด้วยการสร้าง Community Ownership โดยให้คนในชุมชนเข้ามาบริหารจัดการและดูแลพื้นที่ร่วมกัน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา Root Causes เรื่องความไม่ยั่งยืนทางการเงินที่เกิดขึ้นบ่อยในโครงการการกุศลแบบเดิม ทำให้ 'Sport Hub Community' ของเราเป็นโมเดลธุรกิจที่เติบโตได้จริง

การจำแนกประเภทผลกระทบ

-

หน่วยวัด: 0 ผู้มีส่วนได้เสีย

เชิงลึก:

ระยะเวลา: 12 เดือน

คำถามเพื่อการไตร่ตรอง

ผลลัพธ์เชื่อมโยงกับเป้าหมาย SDGs และเป้าหมายที่เกี่ยวข้องอย่างไร?

ผลลัพธ์ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ดีเพียงใด?

ผลลัพธ์อยู่ในขอบเขตที่ยอมรับได้ป-โดยเกณฑ์ทางสังคม/ระบบนิเวศหรือไม่?

เราจะระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ดีขึ้นโดยพิจารณาจากคุณสมบัติหรือปัญหาที่พวกเขาเผชิญได้อย่างไร?

จำเป็นหรือไม่ ที่ต้องจำแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ละเอียดขึ้นเพื่อนำเสนอวิธีแก้ปัญหาที่ตรงเป้าหมายมากขึ้น?

จำเป็นหรือไม่ ที่ควรจัดสรรทรัพยากรให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีความต้องการสูงสุดหรือมีแนวโน้มที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด

การเปลี่ยนแปลงในผลลัพธ์ (เชิงลึก) ก่อให้เกิดความแตกต่างที่มีนัยสำคัญหรือไม่?

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะอยู่นานกว่าระยะเวลาที่ดำเนินการหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น

เราจะจัดการและติดตามเรื่องนี้อย่างไร?

อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นอยู่ดี แม้ไม่ได้ดำเนินการ?

ฝ่ายอื่นมีส่วนช่วยทำให้เกิดผลลัพธ์แบบเดียวกันหรือไม่?

จำเป็นหรือไม่ ที่ควรจัดลำดับความสำคัญของกิจกรรม ตามลำดับที่เรามีส่วนร่วมมากที่สุด

ความเสี่ยงที่ระบุไว้มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นและความรุนแรงมากน้อยเพียงใด?

อะไรคือสิ่งที่ทำได้เพื่อลดความเสี่ยง?